ไม่มีชื่อบทความ
เยี่ยมมากที่ตั้งคำถามนี้ เพราะการแยก ตัวแปร env ระหว่างฝั่ง client และ server มีผลสำคัญต่อความปลอดภัยของระบบ 🔐 มาดูกันทีละตัวในบริบท Firebase:
🔍 รายการตัวแปรและการพิจารณาความปลอดภัย
| ตัวแปร | ควรอยู่ฝั่ง Client? | ความปลอดภัย/เหตุผล |
|---|---|---|
FIREBASE_CLIENT_API_KEY |
✅ ใช้ฝั่ง Client ได้ | ไม่ลับ API key ของ Firebase สำหรับ client ไม่เป็นความลับ และ Google ระบุชัดว่าสามารถ embed ใน frontend ได้ แต่ควรใช้ Security Rules เพื่อป้องกัน misuse |
FIREBASE_CLIENT_AUTH_DOMAIN |
✅ ได้ | ไม่ลับ ใช้สำหรับ Firebase Auth UI |
FIREBASE_CLIENT_PROJECT_ID |
✅ ได้ | ใช้สำหรับอ้างอิงโปรเจกต์ ไม่ลับ |
FIREBASE_CLIENT_STORAGE_BUCKET |
✅ ได้ | ใช้สำหรับกำหนดปลายทาง storage |
FIREBASE_CLIENT_MESSAGING_SENDER_ID |
✅ ได้ | ใช้กับ Firebase Cloud Messaging |
FIREBASE_CLIENT_APP_ID |
✅ ได้ | อ้างอิงแอปใน Firebase ไม่ลับ |
⚠️ สรุปข้อควรระวัง
API Key ของ Firebase ไม่ใช่ secret key มันไม่ได้ให้สิทธิ์ระดับสูงโดยตรง
แต่หากตั้งFirestore RulesหรือStorage Rulesไม่ดี เช่นallow read, write: if true;ก็เท่ากับเปิด public หมดอย่าใส่ Firebase Admin SDK credentials (private key) ไว้ใน client เด็ดขาด
ถ้ามี.jsonแบบ service account key (จาก Firebase Console) อันนั้นต้องใช้แค่ฝั่ง server เท่านั้น!
✅ สรุปแนวทางที่แนะนำ
สำหรับ Client:
✅ ใช้ได้ทั้งหมดที่คุณระบุ โดยใส่ไว้ใน.env.localและตั้งชื่อขึ้นต้นด้วยNEXT_PUBLIC_
⛔ ห้ามใช้ secret key หรือ private key ใด ๆ ที่ได้จาก Firebase Console (service accounts)สำหรับ Server-only (เช่น API route หรือ backend):
✅ สามารถใช้ตัวแปร.envปกติ (ไม่ต้องมีNEXT_PUBLIC_)
✅ ใช้ Firebase Admin SDK ได้
ถ้าอยากให้ช่วยดูว่า rules ตอนนี้ที่คุณตั้งไว้ยังปลอดภัยไหม บอกได้เลยจ้ะ จะช่วยดูให้ว่าเปิดกว้างเกินไปหรือเปล่า 😊